คุณเคยอยากกลับไปอยุ่คุกไหม?
ฉันเชื่อว่าคุกนี้ ทุกคนต้องอยากกลับไปอยู่แน่นอน : )
ฉันเป็นคนหนึ่งที่ตกเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วม บ้านเกิดนอนกินที่อยู่มา 18 ปี
มีน้องน้ำหน้าตาดำๆ เข้าไปนอนเล่นเป็นเวลาหนึ่งเดือนมาแล้ว
ตัวฉันเองต้องระเห็จมาอยู่โรงแรม และตอนนี้สิ่งที่ฉันคิดถึง คือ "คุก"
"คุก" ของฉัน คือ "บ้าน"
ทำไมฉันถึงเรียกมันว่า คุก นะหรอ??
เพราะมันเป็นคุกที่ไม่เคยให้ความสุขของฉันเล็ดลอดออกมานะสิ :)
คุณเคยไหมเวลาที่นอนอยู่บ้านเฉยๆ แล้วมองไปรอบๆบ้าน
มันเป็นบ่ายวันหนึ่ง ที่ฉันนอนอยู่บ้านเฉยๆ
ฉันได้เจอร่องรอยแห่งความทรงจำต่างๆที่อยู่บนกำแพง
ที่สอดคล้องกับร่องรอยบนร่างกายคุณ
    
 หน้าประตู้ห้องน้ำ จะมีรอยคราบลิปสติกของแม่
ที่ตอนเด็กๆตอนยังเล็กไร้เดียงสา ฉันเคยคิดต่างว่ามันเป็นปากกา
เอามาระบายบนกำแพง
    
 มองลึกลงไปหลังชั้นหนังสือ จะมีรอยล้อจักรยานสีดำ ไปทั่ว
มันคือ การปั่นจักรยาน 3 ล้อในบ้าน แล้วชนสิ่งกีดขวางอย่าง กำแพง
    
หลังบ้าน มีจักรยานสีเขียวคันเก่าคู่ใจตอนสมัยเรียนประถม
คิดต่างเป็นยานอวกาศพาไปทั่วหมู่บ้าน และ สร้างรอยจารึกไว้ที่ข้อศอกด้านขวา
ตอนกำลังหักเลี้ยวหลบหมา หน้าปากซอย 52
    
 สกู๊ตเตอร์คันเก่า ที่ขายเป็นเศษเหล็กเน่าไปแล้ว
สร้างรอยแห่งค.ทรงจำไว้ที่หัวเข่าด้านซ้าย เมื่อครั้งมันแล่นบนถนนขรุขระและสะดุดคว่ำ
แก้มด้านซ้าย เป็นรอยความรู้สึกผิดของพ่อ ที่อนุญาติให้ฉันมาช่วยล้างผ้าใบหน้าบ้าน
ด้วยความเด็กและซน หน้าใสๆถลาไถ ไปกับผืนผ้าใบสีเขียว
เกิดเป็นรอยบากบางๆจนปัจจุบัน
     บ่ายวันนั้นที่ฉันนอนอยู่บ้านเฉยๆแล้วคิดถึงความทรงจำเหล่านั้นที่ยังคงวนเวียนถึง 18 ปี
แต่มันเป็นความทรงจำที่มีความสนุก ปนด้วยความเจ็บปวด แต่เต็มไปด้วย ความสุข
บ่ายวันนั้น ฉันได้ยินเสียงหัวเราะที่มีความสุขของ พ่อ แม่ ดังตลบอบอวล อยู่ในบ้าน
สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่สถานที่ ที่คุณเติบโตมา
มันเป็นสถานที่ ที่คุณสบายใจเมื่อได้ไปอยู่
มันเป็นสถานที่ ที่คุณไม่อยากจากไปไหน
มันคือ "บ้าน" ที่คุณอยากกลับ.
:)

ประเภทของคนขับรถ

posted on 03 Oct 2011 01:43 by audjang
     สิ่งที่กำลังกล่าวในบรรทัดต่อๆไปนั้น เกิดจากการที่พบเจอเหตุการณ์รถติด(โคตร)
และกำลังนั่งคิดทบทวนเหตุการณ์การขับรถออกจากบ้านตั้งแต่เช้าว่า เจออะไรมาแล้วบ้าง....
    ในแต่ละวันที่เราขับรถไปไหนมาไหนเนี่ย คุณเคยคิดกันไหมว่าจะเจอคนขับรถแบบใดบ้าง?
ถึงแม้ว่าตัวเราจะขับรถได้ไม่นาน ประสบการณ์อาจจะยังไม่มากพอ แต่จากการได้พบเจอ
รูปแบบของคนขับรถแบบต่างๆแล้ว เราอยากเอามาแชร์แลเล่าสู่กันฟังเหลือเกิน
     1.มอเตอร์ไซค์สีแดง..
นี่คือสิ่งแรกที่คุณต้องทำใจเมื่อคุณอยุ่บนท้องถนน จักรยานยนต์ทุกคันมักจะมีอุดมคติ
อยู่ในตัวผู้ขับขี่ทุกคนว่า กูหยุดไม่ได้ กูต้องไป ลัดเลาะเซาะซ้ายขวาแค่ไหนกูก็ต้องบิด!
ไม่ได้บอกว่าพี่ๆเขาผิดนะค่ะ  แต่ด้วยการที่รถเขาเล็ก เขาก็อยากไปเร็วๆ เขาไปได้ก็ต้องไป
แต่พี่ค่ะ! บางสถานการณ์เนี่ย พี่ช่วยคิดหน่อยได้ไหมค่ะว่า พี่ไปไม่ได้อ่ะค่ะ คำนวนกันนิดนึง
ก่อนที่มาเลาะซ้าย ขวา แล้วมาชนกระจกรถกูดัง ตึง! ให้กูตกใจเล่น แล้วก็ขับผ่านไป....
     2.มอเตอร์ไซค์สีดำ
อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คุณต้องทำให้ได้เมื่อคุณอยู่บนท้องถนนยามค่ำคืน
มอเตอร์ไซค์สีดำ คือ มอเตอร์ไซค์ที่..ไม่ชอบเปิดไฟหน้าาาาาาาาาาาาาาาาา!
คือ ด้วยการที่พี่เขาชอบลัดเลาะเซาะซ้ายขวาเนี่ย เขาไม่ได้บอกว่าทำได้เฉพาะตอนกลางวัน
กลางคืนก็ทำได้ด้วยย! แต่แค่กลางวันบางทียังจะไม่เห็น แต่นี่พี่มาด้านซ้ายของน้อง โดยไม่แสดงตน
ด้วยการปิดไฟหน้า น้องจะรู้หรือ ว่าพี่มาอยู่เคียงข้างน้องตั้งแต่เมื่อใด??????
อันนั้นไม่เท่าไหร่ ยังไม่พี้คเท่ากับ มอไซค์ไม่เปิดไฟหน้าขับปาดหน้ามาทางด้านขวา!!!
เจ็บเลยค่ะพี่....
  เรื่องมอไซค์แบบปรี๊ดๆที่พบพานมาก็มีประมาณนี้ แต่รถยนต์นี่สิ...
     3.รถคนดี
ต้องขอชื่นชม คนขับรถประเภทนี้ค่ะ ประเภทนี้เป็นคนขับรถแบบปกติ คือ รู้จักกาละเทศะอ่ะ ว่าง่ายๆ
ถึงเวลาต้องเร็วก็ควรเร็ว ถึงเวลาควรจะช้าพี่ก็จะช้า ไม่ขับกั๊กเลน ไม่ขับจี้ตูด
เรียกว่านิสัยดีอ่ะ คนขับรถประเภทนี้มักจะไม่แสดงตัว
เพราะเวลารถคันข้างหน้าหรือข้างหลังเขาขับแบบปกติสุข คุณก็คงไม่ได้สังเกตอะไรมากนักหรอก
ไม่ได้นั่งจำสีรถมันแล้ว จะขับไปใกล้ๆแล้วมองหน้าพร้อมสบถ 1 ที!!!
     4.รถผุ้หญิง
โอ้ว อันนี้เริ่มมาเป็นเสต็ปของความพี้ค ผุ้หญิงนี่น่าสงสารนะ เจอรถคันข้างหน้า
ขับช้าอย่างกับเต่าคลาน คันหลังก็คงพูดออกมาแล้วว่า "แม่ง! ผุ้หญิงแน่เลย"
ใช่ บางกรณีเราไม่เถียงเลยว่าผู้หญิงขับรถงี่เง่า อารมณ์ประมาณว่า ไม่ควรออกมึงก็ออกมาได้
หรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเจอมาเมื่อเช้า คือ นางเป็นแม่ลูกอ่อน พาลูกสาวมาเรียนหนังสือในห้าง
ก็กำลังจะเข้าจอดนี่ล่ะ แต่อารมณ์ห้างตอนเช้า ที่จอดว่างเป็นพันช่อง แต่นางจะเอาช่อง
ที่มันใกล้ๆกับคันอื่นกำลังจะจอดกันอยู่ คือ การถอยจอดเนี่ยมันก็ต้องมีการ เสียบหัวไปด้านหนึ่ง
และหักตูดรถไปอีกด้านนึง แต่นี่นางไม่สนใจว่าใครเขากำลังเสียบหัว หรือ หักตูดกันอยู่
นางโผงผางเข้ามาเสียบจึก เกือบ มาจิ้มรถคันข้างๆเรา และก็หักตูด ไอคันนั้นก็งง เราก็งง
คือ กำลังจะถอยจอดกันอยู่ เรานึกว่านางหักตูดเสร็จ ก็คงจะจบแล้ว แต่นางเปลี่ยนช่อง !!!!!!
กลายเป็นเสียบหัวออกมาใหม่ คราวนี้เกือบจิ้มกับตรู แต่เคราะห์ดีรอดพ้นไป
นางเปลียนจากช่องเดิมมา 1 ช่อง......เพืออออออออ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!?
แต่อย่าว่าไปเลย เดี๋ยวนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้ชายขับรถงี่เง่าก็มีนะ ผุ้หญิงขับรถแซ่บก็เยอะนะ.
     5.รถไม่แคร์
รถไม่แคร์นี่เป็นอะไรที่น่าหงุดหงิดมากๆ คือ พี่แกจะขับอยู่ความเร็วเดียวอ่ะ โดยไม่สนว่า
ชาวโลกเขาขับกันอยู่เท่าไหร่ เช่น พี่ออกจากบ้าน 30กม./ชม. พี่ถึงปากซอย โอเค 30 รับได้
แต่ถ้าพี่เข้าถนนใหญ่ด้วยความเร็ว 30 นี่ บางทีแม่งอันตรายกว่า ขับ 90 อีกนะ
ลองนึกสภาพถนนกาญจนา เลนขวา พี่เขาขับที่ 60 โดยไม่แคร์ใครเลย กูจะขับแค่นี่อ่ะ...
อื้อ...หนักนะ!
    
     6.รถผู้นำ
คนขับรถประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำอะไรหรอกนะ แต่แค่เวลาพี่เขาขับ เขารู้สึกว่าเขาเป็นผู้นำน่ะ
แบบว่า ห้ามใครอยู่ข้างหน้ากูเด็ดขาด! อารมณ์ประมาณว่า กำลังจะออกเข้าเลนขวา เห็นรถอยู่ไกลๆ
ยังไงออกไปก็ปลอดภัยชัวร์ แต่รถคันนั้นดันเป็นรถผู้นำขึ้นมา เขาจะมีอาการตอบสนองอย่างทันที
เมื่อคุณหักหัวรถออกไป คือ การกระพริบไฟสูง เป็นจังหวะถี่ๆ ให้รู้ว่า มึงอย่าเข้ามานะ!!!!!!
หรือไม่ก็บีบแตรให้ชาวเมืองรู้ว่า กุไม่ต้องการให้มึงมาแทรกข้างหน้ากู ข้างหน้าใครก็ได้ ไม่ใช่ข้างหน้ากู
แล้วรถประเภทนี้จะมีความสามารถในการลัดเลาะเซาะซ้ายขวา เหมือนพี่ๆมอเตอร์ไซค์สีแดง
คือ หากเห็นว่าข้างหน้าแม่งมีรถ กูดูซ้ายออกซ้ายได้ไปซ้าย ซ้ายเจอรถ 6 ล้อ ช้า ออกขวา
ขับไปต่อแม่งช้า เอ้า ออกซ้ายใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้จะถึงจุดหมาย ส่วนใหญ่รถประเภทนี้
เหมือนมักจะถูกกำหนดให้วิ่งได้ไม่ต่ำว่า 100 กม./ชม.
     7.รถไฟกระพริบ
อันนี้คือจุดพี้คสุดของการขับรถบนท้องถนนแล้ว คนขับรถประเภทนี้จะมีความเชื่อ
ความศรัทธรา(อันแรงกล้า) และอุดมคติว่า ไฟฉุกเฉินคือพระเจ้า!!!!! เขาจะมีความเชื่อกันว่า
เมื่อเวลาที่เขากดไฟฉุกเฉินที่อยู่ตรงกลางของคอนโซลนั้นขึ้นมา เขาจะปลอดภัย เขาจะไม่ผิด
เขาจะไม่มีอันตรายใดมาแผ้วผาน แต่พี่ค่ะ!! ไอ่ไฟกระพริบนี่ล่ะ ตัวปลิดชีพพี่เลยค่ะ!!!
กรณีบ่อยสุดที่เราจะเห็น คือ การเปิดไฟกระพริบยามฝนตกหนักมากๆ เขาจะเปิดขึ้นทันทีเลยค่ะ
โดยให้เหตุผลว่า กลัวรถคันข้างหลังเขาไม่เห็น !!!!! เขาให้เปิดไฟหน้านะพี่นะ ไม่ใช่ไฟกระพริบ.
แต่ไอเรื่องไฟกระพริบที่เราได้เจอมานัน มันสุดยอดมากกกก คือ กำลังขับรถไปมหาลัย
เส้นกาญจนานี่ล่ะ รถก็เยอะ มีรถบรรทุกด้วย ขับมาเลนขวา ขับติดๆมากับคันหน้านี่ล่ะ แต่ตอนนั้น
เริ่มตะหงิดๆแล้วว่า อิข้างหน้านี่แม่งแปลกๆนะ แต่พอขับมากำลังจะไปทางนครปฐม รถดันติด
เหยีบยเบรคอย่างสุดปลายนิ้วชี้ตีน แล้วอยู่ดีๆ อีคันข้างหน้าที่ว่าแปลกๆเนี่ย แม่งเปิดไฟกระพริบเว่ยเฮ่ย
ความคิดแรกที่ผุดมาตอนนั้น คือ เฮ่ยไร? รถเอ็งเสียหรอเนี่ย แต่เอ๊ะ มันกระพริบได้ไม่กี่ที่มันหยุดว่ะ
แต่พอประมวณผลได้ คือ ขับมาเร็วๆร้อยกว่าๆ รถดันหางยาวขึ้นมา ก็เหยียบเบรคกันจ้าล่ะหวั่น
คันข้างหน้าเปิดไฟกระพริบ พริบได้ 3 ทีหยุด แล้วก็ไหลไปต่อ ผลที่ได้คือ...
มันเปิดเพราะว่ามันกลัวกูเหยียบเบรคไม่ทัน!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ฮ๊ะ...นี่....มึง  หนัก  นะ.
นีมึงคิดว่าถ้ามึงเปิดไอ่ไฟกระพริบเนี่ย มันจะช่วยปกป้องมึงได้จากการชนของรถกูหรอ????????
ถ้ากูเหยียบไม่ทันจริงๆ ถ้ามึงเปิดไฟศักดิ์สิทธิ์นี่ปุ๊บ กูจะชนมึงไม่ได้ว่างั้น !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
โอ้ว อย่าตั้งสมมุติฐานไปมากกว่านี้อีกเลย พอเลยจุดนั้น ขับมาแล้วหันไปมองพบว่า เป็น
ผู้ชาย....
     นี่คือประสบการณ์จากการขับรถของเรา ถึงจะเป็นการเอามาเล่นจะฟังดูตลก
แต่ตอนนี้กำลังเกิดเหตุการณืบางทีไม่ตลดเลยนะ อย่างเช่น มอไซค์มาชนกระจกข้างเล่นๆเนี่ย.
     แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ คุณสามารถเป็นคนขับรถได้ทุกประเภทที่กล่าวมา มันขึ้นอยู่กับว่า
สถานการณ์ตอนนั้น คุณกำลังเผชิญอยู่กับอะไร หากวันนั้นคุณกำลังจะสาย คุณอาจจะกลายเป็น
รถผู้นำโดยไม่รู้ก็ได้...
ปล.ที่เขียนมาทั้งหมดนั้น ไม่ได้ตั้งใจจะต่อว่าบุคคลใด แค่ยกตัวว่า แบบพี่ก็มีนะ
ปล2.เจ้าของเหตุการณืที่ดิฉันพบเจอนั้น ขอขอบคุณที่ให้ประสบการณ์อันล้ำค่าที่ถ้าไม่ได้เจอคนแบบพี่
คงไม่มีวันได้เรียนรู้อย่างแน่แท้จริง  :)

Copyเขาเราไม่ผิด.?

posted on 06 Sep 2011 23:14 by audjang
   Copy   ก๊อปปี้   ก๊อป  จะอะไรก็แล้วแต่ที่เราคนไทยใช้เรียก
อากับกริยาที่เราไปลอกเลียนแบบเขามา
   เรามักจะได้ยินอยู่บ่อยๆว่าการก๊อปปี้หรือลอกเลียนแบบเป็นสิ่งที่ไม่ดี
ไม่ว่าจะเป็นการเลียนแบบอะไรก็ตาม แต่ความจริงแล้ว เราโตมาด้วยวิถีแบบนั้นหรือเปล่า?
   ตอนเราอายุได้ไม่ถึงเดือน เราเริ่มอยากจะเรียนรู้การสื่อสาร ที่ไม่ใช่คำว่า อ้อแอ้
สิ่งที่เราทำ คือ พูดตามที่แม่สอน และฟังจากที่ผู้ใหญ่พูด และ พูดตาม
   ตอนเด็กๆตอนเรายังเล็กๆ เวลาทำการบ้านไม่ทัน เรียนคณิตคาบ 9 โมง ทำก็ไม่เป็น
สิ่งแรกที่จะมองหา คือ เพื่อน "เฮ้ย เอามาลอกดิ"
   ตอนเราโตมาหน่อย กำลังจะแตกหน่อเป็นหญิงสาวและชายหนุ่ม ก็จะเริ่มหัดแต่่งตัว
สิ่งที่จะมองหา คือ นิตยสารแฟชั่น เปิดดู ซื้อมา และ ใส่ตาม.
   ตอนเราเริ่มจะเล่นดนตรี เราเปิดดูศิลปินที่หลงใหล เราอยากเป็นอย่างเขา
สิ่งที่เราจะทำ คือ ฟัง และ เล่นให้เหมือน.
 
   หรือไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงอายุใดก็แล้วแต่ การเลียนแบบสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ไม่มีข้อกำหนดว่า มันจะเกิดในช่วงไหน.
   แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเลียนแบบ คือ การได้เห็นตัวอย่างที่ชัดเจน
ตัวอย่างที่เราสามารถนำไปพัฒนาได้ต่อได้  ตัวอย่างที่เรามั่นใจว่าเขาเก่งพอ
"การมีตัวอย่างที่เราหลงใหลมันเป็นแรงบันดาลใจที่ดีในการทำสิ่งๆนั้นเสมอ"
 
แต่ใช่ว่า การเลียนแบบ จะเป็นเรื่องที่ดีทั้งหมด การเลียนแบบต้องมีขีดจำกัด
การเลียนแบบที่ดี คือ การนำสิ่งที่เลียนแบบมา มาพัฒนาต่อยอดในรูปแบบของเรา
.เลียนแบบ-เรียนรู้-พัฒนา-สร้างสรรค์-ผสมผสาน = ตัวเอง.
  
  เราต้องการตัวอย่างในการเรียนรู้ เมื่อเราเรียนรู้จากตัวอย่าง เราจะเกิดการพัฒนา
เมื่อเราพัฒนาได้ เราจะสามารถสร้างสรค์ ในแบบของเราได้ เมื่อเราเคยได้เรียนรู้จากตัวอย่าง
และมีสิ่งที่เป็นของเราเอง เราต้องรู้จักผสมผสานสิ่งที่มีอยู่เข้าด้วยกัน
เคี่ยวกันจนกลมกล่อม จนมันออกมาเป็น
แบบของเรา ในสิ่งที่เราเป็น.
ยุ่ง เป็น คำคำหนึ่ง ถ้าได้เกิดขึ้นกับใครแล้วจะมีผลตามมาเป็นดังนี้
   เมื่อกูยุ่ง  กูจะเหนื่อย  กูจะเมื่อย กูจะหิว ฯลฯ
อาการที่ตามมาเหล่านี้ จะทำให้อารมรณ์ของเราแปรปรวน
ขึ้นนิดลงหน่อย สิ่งมีชีวิตรอบข้างจะปรับตัวไม่ทัน
ถ้าอากาศยิ่งร้อน จะยิ่งหงุดหงิด และก็จะยิ่งคิดว่า ทำไมกูเหนื่อยจัง
                                                           
"ภูมิใจเถิดที่เกิดเป็นคนยุ่ง"
จากการสังเกตมาหลายต่อหลายครั้งจากเพื่อนๆรอบข้าง สรุปได้แล้วว่า
คนที่ยุ่ง ก็มักจะยุ่ง ยุ่งกันตลอด ไม่เคยจะว่าง
ส่วนคนที่ไม่เคยจะยุ่ง ก็จะไม่ยุ่ง ไม่มีไม่ว่าง
   เพราะการที่เรายุ่งนั้น มันหมายถึง เราได้ทำงาน เรามีความรับผิดชอบ
เราได้คิด เราได้พัฒนา เพียงแต่แลกด้วยเวลาและความสบาย ที่หายไป
ความยุ่ง ทำให้เรารู้อยู่เสมอว่า พรุ่งนี้ต้องทำอะไร จะไปไหน ไปกับใคร
ไปหาใคร ไปทำไม ตารางชีวิตที่อัดแน่นด้วยงาน
   แต่แท้จริงมันคือ
เป้าหมายเล็กๆในแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี ที่ทำให้เรารู้ว่า
ไม่ได้ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ไปทำงาน กลับบ้าน และดูละครเกาหลี
มันสอนให้เรารู้จักคนมากขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น และเก่งมากขึ้น..
 
   ฉันชอบความยุ่ง เพราะมันทำให้ฉันรู้ว่า
ยังมีเป้าหมายสำหรับพรุ่งนี้อยู่เสมอ :)
สามสิ่งที่กล่าวมานั้น เป็นองค์ประกอบของชายแก่ผู้หนึ่ง
ชื่อ"ธรรม" ที่เราเติมสรรพนามข้างหน้าไปว่า ตาธรรม
ตาธรรมเป็นศิลปิน ศิลปินที่ทุกบ้านต้องการ
ศิลปินที่ทำให้บ้านเราดูสะอาด
ศิลปินที่ทำให้บ้านเราดูสวย
ศิลปินที่ทำให้บ้านเราดูไม่เหมือนป่ารกพงไพร
ศิลปินผู้นี้ คือ คนตัดหญ้า
ตาธรรมเป็นชายแก่ ตัวดำ หัวขาว
ทุกครั้งที่เขามาตัดหญ้า เขามีเพียง 3 สิ่งที่ติดตัวมา
   1.ตัวเองกับกางเกงสีกากี
   2.มีดดายหญ้า
   3.รถซาเล้ง 3 ล้อแบบจักรยานถีบ
เสื้อ  ไม่ใส่
น้ำ    ไม่มี
ตาธรรมตัดหญ้าโดยใช้แค่มีดถางไปเรื่อย
ไร้เสียงเครื่องตัดหญ้า มีแต่เสียง ฟั่บ ฟั่บ
ของหญ้าที่โดนถอน.
เราเคยเจอตาธรรมที่ตลาดแถวบ้าน
ออกมากับหลานชาย เสื้อยังคงไม่ใส่
มาซื้อปลาทู 2 ตัว กับข้าวเปล่า 4 ถ้วย
ชีวิตแบบดิบๆ หาเช้ากินค่ำ
   ภาพที่ 1.
ชายคนหนึ่งที่หาเลี้ยงพอชีพตัวกับชีพหลาน
เป็นคนตัดหญ้า แต่ก็ไม่เคยต้องการเครื่องตัดหญ้า
ไม่ต้องการหมวกมาบังแดด
ไม่ต้องการอัพเกรดรถ 3 ล้อ
   ภาพที่ 2.
หญิงชายวัยไล่ตามความฝัน ใช้เวลาทั้งชีวิต
ทุ่มให้กับการทำงานหามรุ่งหามค่ำ แลกกับเงิน
เพื่อไปซื้อสิ่งที่ใช้เงินแลกมา
แว่นกันแดดอันละ 3000 กับการไปทะเล 1ครั้ง ใน 3 เดือน
รถยนต์โก้หรู ทั้งที่ขึ้นรถเมล์ไปก็ถึงเหมือนกัน
โทรศัพท์ไฮโซ ติดตาม Social Network กันทุกนาที.
   ทุกสิ่งที่เราอยากได้ อยากมี อยากครอบครอง
ล้วนเป็นสิ่งที่บางครั้งมันก็ไม่จำเป็นกับชีวิต
แม้เราจะพยายามหาเหตุผลตอนซื้อแล้วก็เถอะ
แต่ความจริงแล้ว คำตอบสุดท้าย มันก็อยู่ที่
"กูอยากได้" อยู่ดี
  เปรียบเทียบกับตาธรรม ที่ควรจะซื้อเครื่องตัดหญ้า
ควรจะเปลี่ยนรถ ซาเล้ง ควรจะซื้อเสื้อมาใส่
ควรจะหาน้ำมากิน ความจำเป็นที่มีน้ำหนักมากกว่า
ตาธรรมก็ยังไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง.
   แล้วตัวเราล่ะ สิ่งที่เราต้องการ มีน้ำหนักและเหตุผลพอ
ให้เราเปลี่ยนแปลงได้หรือเปล่า?.

หมูติดมันส์.

posted on 03 May 2011 08:22 by audjang
มันส์ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง มัน ที่กินแล้วอ้วนแต่เป็น มันส์ ที่เป็นสัดส่วน
ความต้องการของชีวิตที่ทุกคนควรมี
ปัจจุบันนี้เรากำลังขึ้นปี 1 กำลังร้องไห้กู๊ดบายกับเพื่อนที่ผจญภัยกันมา 6 ปี และเราเชื่อว่า 6 ปี
ในโรงเรียนมัธยมของเรานั้น มีเพื่อนหลากหลายสไตล์และรูปแบบ แต่แบบไหนที่ดีที่สุด ?
ชีวิตที่มีค.สนุกและสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน.
     นางสาวเรยามีความสุขที่ได้ไปติวอ.ปิงกับเพื่อน
     คุณเด่นจันทร์สนุกเมื่อได้ไปช้อปปิ้ง
     คุณชายใหญ่มีความสุขเมื่อได้ไปทำสปาหน้า
ไม่มีความสุขของใครดีที่สุด และ ของใครแย่ที่สุด มันขึ้นอยู่กับว่าความสุขของคุณเป็นแบบไหน.
แต่ถ้าใครไม่เคยมีความสุขสนุกอยู่ในชีวิตเลย  ชีวิตคุณมันจะไม่อร่อย
เปรียบเทียบกับหมู.  เวลาเรากินหมูปิ้ง ถ้าไม้ไหนที่ มัน เยอะไป ก็เลี่ยน ก็ไม่อร่อย
ถ้าไม้ไหนมีแต่เนื้อ ไม่มี มัน เลย ก็แห้งไป แข็ง
แต่ไม้ที่อร่อย คือ ไม้ที่มีทั้งหมูและมันซ้อนเรียงกัน รสชาติกลมกล่อม ไม่แข็งและไม่เลี่ยน
 
 เปรียบชีวิตเหมือนหมูปิ้ง ที่ต้องมีทั้งเนื้อและมัน
 
 ชีวิตที่ต้องมีทั้งสาระและความสนุก
 
 แต่ที่สำคัญจงหาความพอดีของทั้ง 2 อย่าง
 
 ไม่เช่นนั้น
 
 ชีวิตคุณ อาจจะไม่พอดี.

ทฤษฎีฝัน

posted on 17 Jun 2010 09:54 by audjang

ทฤษฎีฝัน

 

ฝัน ฝัน ฝัน ฝัน ฝัน ฝัน

ฝัน คือ จินตนการชนิดหนึ่ง

ฝัน นั้น มันก็มีทฤษฎี

ทฤษฎี ทีสร้างโดยเราเองแหละ !! 555.

 

ตามหลักทฤษฎี ของเราแล้วนั้น

ฝัน สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

1. ฝันที่เป็นจริงได้

2. ฝันที่อาจจะเป็นจริงได้

 

ฝันประเภทที่หนึ่งนั้น เป็นฝันที่สามารถ

เป็นไปได้ ในโลกใบนี้ เช่น ฝันอยากเป็นหมอ

ฝันอยากเป็นนางสาวไทย หรือว่า

ฝันอยากซื้อเบ้นซ์มาขับ

ล้วนเป็นฝันที่เป็นไปได้ เพราะว่า ฝันเหล่านั้น

สามารถเป็นไปได้ด้วยการ พยายาม

ถ้าอยากเป็นหมอ ก็ต้อง พยายามเรียนหนังสือ

ถ้าอยากเป็นนางสาวไทย ก็ต้อง

พยายามทำตัวเองให้สวย

ถ้าอยากซื้อเบ้นซ์มาขับ ก็ต้องพยายามหาเงิน

 

แต่กลับกันกับฝันประเภที่สอง

ฝันที่อาจจะเป็นจริงก็ได้ หรือ อาจจะ

เป็นไปไม่ได้ ก็ได้

ฝันประเภทนี้ เป็นฝันที่ไม่ค่อยปกติ

ไม่สามารถเป็นจริงได้ด้วยการพยายาม

เช่น

ฝันว่าอยากเป็นมด  ฝันว่าอยากเป็นต้นไม้

ฝันแบบนี้ มีพื้นฐานอยู่ที่ว่า เราเป็นมนุษย์

คงจะยากที่เราจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็น มดได้

แต่ใครจะไปรู้ ว่า วันนึงมนุษย์ อาจจะคิดค้น

เครื่องแปรสภาพได้ จากคนเป็นมด จากมด

เป็นหมา จากหมา เป็น ฯลฯ ..

 

แต่ถึงแม้ฝันทั้งสองประเภทนั้น จะเป็นจริงหรือไม่

ข้อสำคัญอยู่ที่เราจะกล้าฝันหรือเปล่า

ไม่ว่ามันจะเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้

เพราะความฝัน คือ จินตนาการ และ

จินตนาการ คือ บ่อเกิดแห่งความสร้างสรรค์

 

และจากการสรุปของข้าพเจ้าเอง

สามารถสรุปได้ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

ถ้าเราทำไม่สำเร็จ ก็ต้องมีใครบางคน ที่ทำมันสำเร็จ

มันอาจจะไม่ใช่วันนี้ แต่อาจจะเป็นอีก 100 ปีข้างหน้า

ขอเพียงเรา พยายามทำในสิ่งที่เราฝันไว้ ให้เต็มที่ที่สุด

ถึงแม้มันจะไม่เป็นจริง แต่อย่างน้อย

ก็คุ้มค่า ที่จะฝัน ;)

 

ปัญหามีไว้ให้พุ่งชน !!

posted on 27 May 2010 21:31 by audjang

ปัญหามีไว้ให้พุ่งชน !!

 

ปัญหา คำง่ายๆ ที่แก้ไม่ค่อยจะง่ายนี้

คือสิ่งที่ทุกคนจะต้องพบเจอไม่มีมนุษย์คนไหน

ที่เกิดมาแล้วไม่ได้เจอกับ เพื่อนที่ชื่อว่า

"ปัญหา" ...

 

ทุกคนล้วนมีปัญหา มันจะมากจะน้อยเพียงใด

แต่ทุกคนก็มี

เด็กน้อยวัย 3 ขวบ ทำตุ๊กตาขาด ใจก็แทบขาด

ไปตามตุ๊กตา

เด็กหญิงวัย 8 ขวบ ทะเลาะกับเพื่อน เรื่องที่ว่า

เพื่อนโขมยปากกาแท่งโปรดไป

เด็กหญิงวัยม.ต้น ทำโทรศัพท์หาย กลัวโดนแม่ด่า

นางสาววัยม.ปลาย ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกเรียน

คณะอะไรดี ?

นางสาววัยมหาลัย กลุ้มใจเรื่องเรียนจบแล้ว

หางานทำไม่ได้

นางวัยแก่ เครียดเรื่องลูกและสามีที่ไม่ค่อยจะลงรอยกัน

คุณยายวัย 87 เกรงใจลูกๆที่ต้องคอยเสียสละเวลางาน

มาดูแลตนเอง...

 

ทุกชีวิตย่อมมีปัญหาของมันเอง และแต่ปัญหานั้น

ก็จะโตไปตามเรา เมื่อเราเด็ก ปัญหาก็เล็ก

เมื่อเราโต ปัญหาก็โตตามเราไปด้วย ...

เราไม่สามารถที่จะเลือกปัญหาที่เข้ามาในชีวิตได้

แต่เราสามารถเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีต่างๆได้

ไม่ว่าทางนั้น มันจะยาก หรือ ง่าย

จะเหนื่อย หรือ ไม่เหนื่อย

เราก็ต้องแก้ เพราะ ปัญหา ถ้าไม่แก้

เราก็จะแพ้มัน  :)

 

ไปเมืองนอก เพื่อ มองเมืองเรา !!

 

ความสนุกของการไปเที่ยวเมืองนอกอยู่ตรงไหน ??

สำหรับเราแล้ว เราว่า การได้เห็นอะไรใหม่ๆ

ได้สัมผัสอะไรที่เราไม่มี

ได้กินอะไรที่เราไม่เคย

ได้ฟังในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ

ได้ดมกลิ่นที่ไม่คุ้นเคย

เราว่านั้นแหละ คือ ความสนุกของการไปเที่ยวต่างประเทศ

 

เพราะทุกสิ่งที่ได้กล่าวมานั้น

เราไม่สามารถจะพบเจอได้ในชีวิต

บ้านเกิดเมืองยิ้มของเรา

เราจึงอยากจะไป ดม จับ สัมผัส ฟัง กัน

ความสนุกและความประทับใจเหล่านั้น

ก็จะเป็นเอกลักษณ์ ของมันเอง

เราคงไม่รู้สึกร้อน ตอนไม่เที่ยวรัสเซียหรอก จริงไหม ??

 

แต่สิ่งที่พ่วงมากับการเดินทางอีกหนึ่งอย่าง คือ

การได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และเราว่า

ข้อนี้แหละที่สามารถทำให้พวกเรา เติบโตทางความคิดมากขึ้น !

 

การที่เราได้ไปต่างประเทศ ก็เหมือนกับ

เราได้ก้าวเดินออกจากบ้าน ไปอยู่ที่อื่น

เมื่อเราได้ไปอยู่ที่อื่น แล้วเรามองย้อนกลับมาที่บ้าน

เราก็จะเห็นบ้านได้ชัดมากขึ้น กว่าเดิม

หลังคาเราสีสวยนะ

หน้าต่างเราเท่ว่ะ

ประตูบ้านเรานี่เจ๋งสุดในซอยอ่ะ

สีบ้านฉันนี่ ภพอื่นยังเห็น !!

 

การได้มองย้อนกลับมาที่บ้าน

ก็คือการได้เปรียบเทียบบ้านเรา กับ บ้านอื่น

ว่ามันต่างกันยังไง

ไม่ว่าข้อแตกต่างเหล่านั้น มันจะดีหรือไม่ดี

มันเข้าข้างบ้านเรา หรือ เข้าข้างบ้านเขา

แต่เราก็ได้เห็น ข้อแตกต่าง

ข้อแตกต่างที่เวลาเราอยู่ที่บ้าน เรามองไม่เห็น

แต่เราจะเห็นเมื่อเวลา เราอยู่ที่อื่น

 

 

 ก็เหมือนกับการส่องกระจกตัวเองนั่นแหละ

คุณคงมองตัวเองในกระจก ชัดกว่า

คุณไม่มีกระจกให้ส่องเป็นแน่แท้  :)

 

 

เทคโนโลยีล้ำสมัยกับความใส่ใจที่ลดลง

 

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ใครเห็นคนนั้น คนนู้ คนนี้

เดินถือ Nokia 3310 มันรู้สึกว่า โอ้ววว !! .

เขาคนนั้นจะต้องรวยแน่เลยอ่ะ มี Nokia ใช้ด้วยอ่ะแก๊ !!

แต่ปัจจุบันนี้ Nokia 3310 กลายเป็นโทรศัพท์มือถือ

ที่ถืออยู่ในมือ คุณป้าอายุ 60  หรือไม่ก็ภาโรงที่โรงเรียน

 

10 ปีทันมา iPhone และ BlackBerry คือโทรศัพท์มือถือ

อยู่ในมือคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเดินไปไหนก็เห็น

หนุ่มสาววัยรุ่น เดินหน้าก้มงุดอยู่กับโทรศัพท์

คอยกดกันตลอดเวลา เป็นวัยรุ่นอายุ 17 ปี

ที่ต้องติดต่อสื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา

เปรียบดั่งว่า ถ้าฉันไม่คุยกันตอนนี้ ฉันจะไม่มี

โอกาสได้คุยกับคนๆนี้อีกต่อไป.!

 

ความทันสมัยที่เข้ามาแทนที่ความล้าสมัย

บางครั้งมันก็ทำให้เราละเลยอะไรได้ง่าย

ทุกวันนี้เราไม่จำเป็นต้องจำว่ามีนัดกับใคร

แค่ตื่นเช้ามา ดูในปฏิทินโทรศัพท์ ก็จะรู้ว่า

วันนี้ต้องไปหาใคร ต้องทำอะไร ต้องไปที่ไหน

เราไม่จำเป็นต้อง หาแผนที่ไว้ในรถอีกแล้ว

เพราะมีระบบ GPRS ที่ติดอยู่กับรถ บอกได้ว่าตอนนี้

คุณอยู่ส่วนใดของประเทศ และกำลังจะมุ่งหน้าไปไหน

ไม่จำเป็นต้องจำวันเกิดเพื่อน เพราะแค่เปิดหน้า

Facebook ก็จะรู้ว่า เพื่อนคนไหนของคุณที่เกิดภายใน

สัปดาห์นี้...

 

บางครั้งเรื่องที่ดูเหมือนไม่สำคัญ มันก็ทำให้เรามีความสุข

มันอาจจะยาก ที่เราต้องคอยจำว่าวันนี้นัดกับใคร

ต้องจำว่าเพื่อนเกิดวันไหน ต้องจำว่าเบอร์พี่สะใภ้

เบอร์อะไร แต่การจำเรื่องเล็กๆน้อยเหล่านี้

เราว่ามันคือการใส่ใจกับชีวิตที่ยุ่งยากของมนุษย์นะ

บางครั้งการใช้ชีวิตที่ต้องคอยให้เทคโนโลยีมาบอก

เราอยู่เสมอว่า วันนี้ต้องทำอะไร ก็เหมือนการตีกรอบให้ตัวเอง

 

 

บางครั้งการลืมทำอะไรบางอย่าง ก็ เป็นเรื่องสนุก

ที่ต้องคอยแก้ปัญหากับมัน ;)

 

your code here